โซเชียลมีเดีย… พื้นที่ชีวิตที่เปลี่ยนไป ในมุมของหนุ่มเมืองจันท์ และโหน่ง วงศ์ทนง

เข้าสู่ Bloggers Bootcamp Week 4 ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายของงานแล้ว วิทยากรที่มาในวันนี้ เป็นคนที่ผมชื่นชมและติดตามผลงานมาโดยตลอดอยู่แล้ว ทั้งคุณตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ และคุณโหน่ง วงศ์ทนง ที่มาแชร์ประสบการณ์ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการสิ่งพิมพ์และผันตัวเองมาทำคอนเทนต์บนโลกออนไลน์

จากโลกอนาล็อกสู่ดิจิตอล

ตุ้ม: เดิมทำงานอยู่ในกองบก. เสียงพิมพ์ดีด เสียงซักข่าว จอแจไปหมด แต่พอมาสู่ยุคคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างก็เงียบกริบ ตัวเองก็ยังไม่คุ้นเท่าไหร่ แรงกระเพื่อมที่พลิกโลกที่เคยเป็นกระดาษอย่างรุนแรงที่สุดน่าจะเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา สิ่งพิมพ์เป็นเหมือนเครื่องบินที่ค่อยๆร่อนลง จนมาปักหัวลงเมื่อมาเจอกับ สื่อออนไลน์ในยุค 4G

แรงกระเพื่อมก่อนหน้านี้อาจเป็นแค่เราเปลี่ยนเครื่องมือจากเครื่องพิมพ์ดีดเป็นคอมพิวเตอร์ แต่ยุคของมือถือมันกำหนดวิธีการเล่าเรื่องไปด้วย

คุณวู้ดดี้เคยพูดว่าการทำทีวีกับการทำ facebook live ไม่เหมือนกันเลย การทำ live มันไม่ต้องมีพิธีกรรมทางทีวี เช่นความเป็นทางการหรือการซักถามประวัติความเป็นมาที่หาอ่านตามเว็บออนไลน์ได้ แต่เราคุยกันเรื่องวันนี้ไปถึงวันข้างหน้าได้เลย

โหน่ง: เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เมื่อ 8-9 ปีก่อน เมื่อเดินทางไปฮ่องกง อังกฤษ แล้วเจอ free copy เยอะ และเชื่อว่าสิ่งนี้น่าจะมาทดแทนนิตยสารแบบเดิมได้ จนได้ทำ a day bulletin ขึ้นมา ส่วนสื่อใหม่อย่าง social network จากตอนแรกที่เราใช้แชตคุยกัน แต่ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มันเริ่มมีคอนเทนต์ออนไลน์มากขึ้น จนตอนนี้แทบจะกลืนกิน old media ไปหมดแล้ว


ปรับตัวยังไงในยุคเปลี่ยนผ่าน

ตุ้ม: ผมเริ่มสังเกตจากภาษาที่ใช้ สังเกตภาษาใหม่ๆที่เกิดขึ้นโดยคนรุ่นใหม่ จากเดิมเราเขียนหนังสือ เราละเมียดค่อยๆ ไปได้ เพราะคนอ่านซื้อหนังสือมาแล้ว แต่สำหรับสื่อออนไลน์ ถ้า 3 บรรทัดแรก เราเอาเค้าไม่อยู่ เค้าก็เลื่อนผ่านเราไปเลย

แม้แต่วงการเพลงกับหนังก็เดินเรื่องเร็วขึ้น ถ้าลองฟังเพลงหรือดูหนังเก่าๆ มันจะค่อยๆ เล่าพรรณนา แต่สมัยนี้จะรักกันก็รักเลย

ทุกวันนี้ภาษาที่ผมเขียนจะค่อยๆ ไปไม่ได้แล้ว แม้แต่หนังสือก็ต้องวิวัฒนาการทำให้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ยังศึกษาคาแรคเตอร์จากเพจดังๆในโลกออนไลน์อย่าง อีเจี๊ยบเลียบด่วน ที่วางลุคเป็นแบดบอย พอทำดีขึ้นมานิดเดียว แทบจะกลายเป็นนักบุญเลย เป็นการวาง position ที่น่าสนใจมาก

กระบวนการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุดคือการเรียนรู้จากคนรอบตัว เจออะไรดีๆ ถามว่าทำไม และทำไม จะทำให้เราต่อยอดได้เยอะ

โหน่ง: ถ้ามองในแง่ธุรกิจก็ต้องปรับตัวอยู่แล้ว ให้บริษัทอยู่ได้ ส่วนตัวโตมากับสิ่งพิมพ์ ยังเห็นคุณค่าและความหมายของสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ แม้ว่าตอนนี้อาจจะไม่ใช่ยุครุ่งโรจน์ที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ปฏิเสธสื่อออนไลน์ คุณชาติ กอบจิตติเคยสอนว่าสื่อเป็นเหมือนภาชนะที่บรรจุคอนเทนต์เอาไว้ ถ้าคอนเทนต์ที่ใส่ลงไปมันดี มันจะอยู่ในภาชนะไหนก็ได้

วิธีคิดคือไม่ยึดติด ว่าสื่อรูปแบบใดจะต้องคงอยู่ตลอดเวลา

เหมือนวันนี้หนังไม่ได้อยู่ในวิดีโอเทป แต่ย้ายมาอยู่ในแผ่นซีดี จนปัจจุบันอยู่ในโลกออนไลน์ ตัวคอนเทนต์ยังคงอยู่ คนดูหนังก็ยังอยู่เพียงแต่ย้ายช่องทางไป ทุกวันนี้เรายังไม่อาลัยอาวรณ์กับวิดีโอเทปที่มันหายไป แล้วจะมายึดติดอะไรกับหนังสือที่เป็นเล่ม หากมันจะลดน้อยหรือหายไปบ้าง

ตุ้ม: ภาษามันมีชีวิต มันแค่เปลี่ยนที่อยู่ของมัน จากหน้ากระดาษสู่โลกออนไลน์เท่านั้นเอง

สื่อยุคใหม่เป็นสื่อจากคนตัวเล็กที่มีความหลากหลาย

โหน่ง: ผมชอบ social media ที่มีความหลากหลายของคอนเทนต์ จากเดิมที่สื่อถูกจำกัดด้วยองค์กรโทรทัศน์ สำนักพิมพ์ วิทยุ แค่ไม่กี่กลุ่ม แต่ตอนนี้เหมือนตลาดมันแตก คนที่รู้จริงสามารถแจ้งเกิดในเวทีของตัวเองได้ จนเกิดคำว่า influencer ขึ้นมา พอตลาดมันแตกมันก็มีความหลากหลายของคอนเทนต์ และมีคนที่พร้อมจะเสพคอนเทนต์ในรูปแบบต่างๆ

ตุ้ม: โลกยุคใหม่เป็นโลกของคนตัวเล็ก ทำให้คนตัวเล็กมีที่ยืน เมื่อก่อนจะเขียนงานมาชิ้นนึงต้องผ่านบ.ก.คนเดียว แต่เดี๋ยวนี้มวลชนเป็นคนตัดสิน จนนำไปสู่การรวมเล่มเป็นหนังสือ

เมื่อก่อนหนังสือพิมพ์จะเป็นคนจุดพลุข่าว ให้เป็นกระแส แล้วทีวีจะตามไปสืบสาวความจริง
แต่เดี๋ยวนี้ข่าวเริ่มจากคลิปของคนคนเดียว นอกจากทีวี หนังสือพิมพ์มาตามเรื่องต่อ  ยังมีนักสืบพันทิปมาช่วยขุดคุ้ย

สื่อที่ทำอยู่ตอนนี้มีอะไรบ้าง

โหน่ง: หลังออกจาก a day ตอนนี้ก็เตรียมตัวทำสื่อใหม่ชื่อ The Standard ที่เลือกชื่อนี้เพราะจะตั้งเป็นปณิธานว่าเราจะเซต standard เป็นมาตรฐานวิชาชีพของคนทำสื่อ

พื้นฐานของสื่อสารมวลชนคือสื่อสารเพื่อมวลชน เราเองก็มี ambition ของเราที่อยากพูด อยากแสดงทัศนะ ในยุคหลังเราก็ไม่ได้ต่อต้านสื่อใหม่ๆ ตราบใดที่มันสื่อสารได้ก็ดีหมด แต่เราก็ต้องคิดในแง่ business ด้วยว่ามันจะมีคนอ่านมากน้อยแค่ไหน

ตุ้ม: ใช้เฟซบุ๊กเป็นหลัก เป็นที่ลองเขียน  เมื่อก่อนทำรายการทีวีที่ต้องใช้ production มากเลยหยุดไป จนตอนหลังมาทำ facebook liveเพราะสังเกตว่าคนดู facebook live ไม่ได้สนใจที่ความคมชัดหรือ production แต่สนใจที่คอนเทนต์มากกว่าก็เข้าทาง อยากใช้ความโชคดีของตัวเองที่ได้รู้จักคนในแวดวงต่างๆ จากการทำรายการทีวี มาแบ่งปันคนอื่นบ้าง

มุมมองต่อวงการสิ่งพิมพ์

โหน่ง: มองในเชิงธุรกิจภาพรวม คนซื้อหนังสือน้อยลง แต่ในฐานะของคนที่ยังเชื่อในหนังสือ ถ้าใครมาบอกว่าหนังสือกำลังจะตาย ผมจะบอกว่ามันไม่ตายหรอก คุณจะตายก่อน

ถ้าเราผ่านโลกมาสักพักหนึ่ง เราจะเห็นวงจรอะไรที่ผ่านไปแล้วก็จะกลับมา
ปีที่ผ่านมาในอังกฤษ ยอดขายแผ่นเสียง ชนะ itunes
ยอดขาย e-book ตกลง แต่ pocket book กลับโตขึ้น
เทรนด์ของร้านหนังสือเล็กๆ กำลังมา ยังเชื่อว่ามีตลาดของคนทำหนังสืออยู่ แต่ publisher ก็ต้องโฟกัสมากขึ้น และเคร่งครัดในเรื่องงบประมาณและประเภทของหนังสือ

ช่องทางออนไลน์ก็มองว่ามาพยุงหนังสือได้เหมือนกัน เพราะตัดคนกลางที่เป็นสายส่งออกไป ทำให้ไม่เสียเปอร์เซ็นต์ให้กับสายส่ง

ตุ้ม: social media มันสร้างชุมชนของคนที่สนใจเรื่องเดียวกันได้ แค่หลักพันหลักหมื่นก็เพียงพอแล้ว หากต้องการผลิตหนังสือมาตอบโจทย์คนกลุ่มนี้ อีกโมเดลคือทำหนังสือให้เป็น craft หรือเป็นงานศิลปะสำหรับสะสม ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

สื่อออนไลน์จะอยู่รอดยังไงในยุคที่การแข่งขันสูง

ตุ้ม:  ถ้าเราทำด้วยความสนุก หรือ passion มันจะไปได้เร็ว ถ้ามัวแต่พะวงเรื่องรายได้จะโดนข้อจำกัดหลายอย่างคลุมอยู่ พอได้ความยอมรับระดับหนึ่งค่อยหาโครงสร้างธุรกิจที่สมดุล

โหน่ง: ผมให้ความสำคัญกับความยั่งยืน อย่างที่บอกว่าตอนนี้ตลาดมันแตก social network สร้างคนให้ดังได้ในชั่วข้ามคืน แต่ก็ทำให้คนลืมง่ายไปด้วย ทำให้นึกถึงคำพูดของ Andy Warhol ที่กล่าวไว้ว่า “ในอนาคต คนจะมีชื่อเสียงในทุก 15 นาที”

นอกจากนี้คุณตุ้มและคุณโหน่งยังฝากข้อคิดถึงบล็อกเกอร์ว่า อยากให้สื่ออย่างบล็อกเกอร์ให้ความสำคัญกับความถูกต้องของข้อมูลเหมือนที่สื่ออาชีพทำ ส่วนตัวทั้งสองคนเคยทำสื่อมาก่อนจึงติดนิสัยนี้มาในการทำงาน สื่อเก่าจะมีกระบวนการตรวจสอบข้อมูลหลายชั้น กว่าจะตีพิมพ์ คิดแล้วเขียนใหม่หลายรอบ  อยากให้สื่ออย่างบล็อกเกอร์ยึดถือหลักนี้ไว้ เพราะมีแต่พวกเรากันเองนี่แหละ ที่่จะช่วยกันควบคุมและทำให้สื่อมีคุณภาพได้

ส่งต่อเรื่องนี้ให้เพื่อน

Comments