“ผลิตคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ” สไตล์สองครีเอทีฟสุดกวนแห่ง Salmon House

Blogger’s Bootcamp Week 1 เริ่มต้นด้วยหัวข้อ “ผลิตคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ” วิทยากรคือคุณวิชัย มาตกุลและคุณเบนซ์ ธนชาติ มาเล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเองถึงเทคนิคการทำคอนเทนต์สุดกวนของ Salmon House ดำเนินรายการโดยพิธีกรสายฮาคุณยู กตัญญู

นำเสนอเรื่องราวให้เกี่ยวข้องกับตัวผู้ชม

ยู: เข้าประเด็นเลย เรามีเทคนิคอะไรในการคิดคอนเทนต์แต่ละชิ้นออกมา

เบนซ์: ต้องหาอะไรที่มัน Relatable เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเรา เรื่องบางเรื่องที่ไกลตัว เฉพาะทาง ต้องหาทางทำยังไงให้มันเกี่ยวกับตัวเราให้ได้

วิชัย: อย่างเช่นโปรเจคหนึ่งได้ทำงานถุงยาง เราจะเคยเห็นภาพเดิมๆของโฆษณาถุงยางมีผู้หญิงเปียกๆ เซ็กซี่ เห็นนม เราเลยอยากทำโฆษณาที่ไม่ขายเซ็กส์ดูบ้าง
จุดขายคือคำว่าบางกับหนา ถ้าบางคือรู้สึก หนาคือไม่รู้สึกอะไรเลย เราเลยไปเชื่อมโยงกับคำว่าหน้าหนากับหน้าบาง เป็นคนสองกลุ่มที่แคร์กับไม่แคร์คนรอบข้าง ประกอบกับช่วงนั้นรู้สึกอยากขยี้โฆษณาสถาบันเสริมความงาม รู้สึกว่ามันน่าแกล้ง เลยกลายออกมาเป็นวิดีโอคลิป ครีมหน้าบาง ลดรอยมนุษย์ป้า (ปัจจุบันโดนถอดไปแล้ว)

ยู: ตอนทำคงสนุกมากเลย ทำยังไงไม่ให้มันเลยเถิด

วิชัย: จริงๆ คลิปนี้ก็โดนถอดนะ (หัวเราะ) เพราะห้ามอวดอ้างสรรพคุณว่าอึดหรือเสียว ตอนแรกบอกลูกค้าว่าจะดูดเสียงออกแล้วใส่ซับเอา แต่ลูกค้าบอกใส่ไปเลย พร้อมลุยไปกับเรา ผลก็เป็นไปตามคาด แต่จริงๆเราก็คิดเยอะมากนะ อย่างในคลิปก็จะมีนัยว่า “สภาพเศรษฐกิจมันแย่คนเลยหน้าหนา” เราโทษไปที่ตัวเศรษฐกิจกับคนบางคน (ไม่ได้เหมารวมว่าคนไทยทุกคนต้องเป็นอย่างนั้นกันหมด)

เบนซ์: มีอีกโจทย์นึงคือได้โจทย์เกี่ยวกับความฝัน เราอาจจะเคยเห็นภาพที่สื่อเคยเล่นว่า ความฝันเป็นที่สุดของชีวิต ต้องทำตามฝัน “Follow your dream.” “Life is short.” ผมมองว่าคอนเซปนี้มันเชยแล้วนะ

วิชัย: เคยมีคนบอกว่าถ้าได้ทำงานในฝัน คุณจะไม่ต้องทำงานอีกต่อไป… ไอ้บ้า แกต้องทำงานต่อ ลูกค้าก็เล่นแกเหมือนเดิมน่ะแหละ มันไม่ใช่ดินแดนยูโทเปีย ที่เราสบายแล้วเป็นอมตะแล้ว ไม่ต้องทำงานอีกแล้วซะหน่อย เราเลยปรับโจทย์นั้นแล้วออกมาเป็นผลงานนี้

วิชัย: โจทย์ต่อมาคืออยากให้วัยรุ่นเป็นตัวของตัวเอง เราก็สงสัยว่าทำไมนะ ทำไมภาพของวัยรุ่นต้องซ่า ต้องกล้า ต้องบ้า ขับรถมอเตอร์ไซค์บนไฮเวย์ ไปปาร์ตี้สุดเหวี่ยง ไปล้มตัวบนทุ่งหญ้า ไม่คันเหรอ เราอยากลองสื่อสารกับวัยรุ่นกลุ่มอื่นที่สื่อไม่ค่อยคุยด้วยเช่นคนที่เรียนกลางๆ ไม่ใช่เด็กหน้าห้องที่ถูกแกล้ง หรือเด็กหลังห้องที่ไปแกล้งเค้า จนได้คำว่า “จงชอบตัวเอง” กับผลงานนี้ออกมา

เริ่มหาไอเดียจากคำว่าทำไม

ยู: ตอนเริ่มต้นคิดคอนเทนต์เหล่านี้ขึ้นมาเราเริ่มต้นยังไง

วิชัย: เวลาได้โจทย์เราจะมาตั้งคำถามกับ product ว่าต้องการสื่อสารอะไร จะแทรก attitude อะไรลงไป ปกติโฆษณาจะเล่าเรื่องในมุมของครีเอทีฟ แต่เราจะเล่าในมุมของลูกค้าคิดแบบ consumer ทำตัวโง่ๆ ใช้ความรู้สึกว่าถ้าเราเดินเข้าไปในร้านสะดวกซื้อเห็นสินค้าแล้วรู้สึกยังไง

เบนซ์: วิธีคล้ายกันมาก ทำตัวเป็นกลาง ทำหัวโล่งๆ ลองคิดว่าถ้าเราเป็นคนธรรมดามันมีวิธีอะไรให้สินค้ามาเชื่อมถึงเราได้บ้าง

วิชัย: ความจริงสิ่งแวดล้อมก็มีผลนะ อย่างออฟฟิศของเราอยู่แถวรัชฎาซอย 3 มีมอเตอร์ไซค์ขับโหดอย่างกับ Immortan Joe มีรถใต้ดิน มีรถกระบะติดอยู่ในซอย บางทีก็สงสัยนะทำไมคนตรวจกระเป๋าของรถใต้ดินเค้าตรวจกระเป๋าเราเร็วจัง มันเลยได้กลายเป็นงาน ป้าไสว ขึ้นมา

วิชัย: ความสงสัยในอดีตอีกอย่างเช่น ทำไมรถกระบะที่ติดอยู่ในซอยต้องเปิดเพลงตื๊ดๆ ไม่เปิดเพลงแนวอื่นบ้าง ถ้าเอามาเปิด Symphony No.5 จะเกิดอะไรขึ้นจะน่าฟังกว่ามั้ย ก็เก็บไอเดียพวกนี้ไว้เผื่อสำหรับงานในอนาคตที่อาจมาลงล็อคกันพอดี

เบนซ์: สรุปคือสะสมไอเดียกันจากความสงสัย ยังมีปัจจัยที่ทำให้คิดงานออกอีกอย่างคือ mood บวกกับช่วงเวลาที่ความคิดหลวมๆ มันจะมีสิ่งที่เราสะสมเอาไว้ปิีงขึ้นมา

มองแบรนด์เป็นเหมือนมนุษย์คนหนึ่ง

วิชัย: อีกอย่างคือมองสินค้าเป็นมนุษย์คนนึง ไม่ใช่สินค้าที่เอาเงินมาให้เรา มันมีด้านดี ด้านไม่ดีอย่างไรที่เราเอามาเล่นได้บ้าง

เบนซ์: เราสามารถใส่ความ negative เล็กๆในแบรนด์ได้นะ มันจะทำให้แบรนด์เหมือนเพื่อนสนิท ไม่ได้พูดแต่เรื่องดีๆ แต่กวนตีนบ้าง พูดอะไรบ้าๆบ้าง จะมีความเป็นมนุษย์มากกว่า

คำถามจากผู้ชม: ถ้ามีสินค้ามาชิ้นหนึ่งจะใส่ความ negative ลงไปยังไงให้เกิด viral

เบนซ์: ความ viral ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่อง negative เสมอไปหรอกนะ

วิชัย: เรียกว่าความ real ดีกว่า มันคือการใส่ความเป็นมนุษย์เข้าไป มันมีเรื่องสมหวัง ผิดหวัง มีคำหยาบบ้าง เพราะคนจริงๆเค้าพูดกันแบบนี้ ความเป็นมนุษย์จะทำให้เข้าถึงมนุษย์ด้วยกันได้ง่ายกว่า

สร้างตัวตนของเราให้ชัด

ยู: ตอนเริ่มต้นทำ Salmon House ขึ้นมาเริ่มต้นยังไง

เบนซ์: ช่วงนั้น Youtube มันบูมมาก แต่เราเห็นว่ามันยังไม่มีช่องที่กวนตีนหน้าตาย หรือสายดาร์คนิดๆที่ยังคงความน่ารักอยู่ เลยเริ่มต้นขึ้นมา ตอนนั้นเราคิดว่าเราหา position ตัวเองก่อน เป็นเจ้าของช่องก่อน เดี๋ยวโฆษณาจะตามมาเอง เช่นคลิปนี้

เบนซ์: จะเห็นว่าสินค้าไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องเลย แต่ลูกค้าก็เอา เพราะเรายืนยัน position ตัวเองชัดว่าเราเป็นแบบนี้ จริงๆช่วงแรกมันก็ยากนะ แต่วัยรุ่นต้องทำตามฝัน (ฮา)

การเขียนหนังสือและบล็อกช่วยให้ความคิดตกผลึก

ยู: ทั้งสองคนเขียนหนังสือ และทำเพจเฟซบุ๊ก มันช่วยอะไรเราได้บ้าง

เบนซ์: มันช่วยให้เราตกผลึกและเน้นไปที่ตัวเนื้อเรื่องหรือ concept มากขึ้น จะไม่มีความคิดเน้นขายให้ได้เงิน

วิชัย: การคิดงานสำหรับ internet films ไม่เหมือนกับ creative agency เลยนะ วิดีโอที่ฉายในเนตเหมือนการคิดบล็อกสำหรับหลายหน้ากระดาษมีเนื้อเรื่องที่ผูกกันตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ของ agency เหมือนการคิดสเตตัสขึ้นมาอันนึง พอเอาสเตตัสนี้มาทำเป็นคลิปมันเลยเอาคนดูไม่อยู่ เพราะมันสั้นเกินไป อย่างตอนได้โปรเจคของแบงก์หนึ่งมา รู้สึกว่าไอเดียมันโอเคแล้ว แต่มันขาดความแหลม เลยดึงคำว่า “วันๆ คนพวกนี้เค้าทำอะไรกันวะ” เปิดตอนต้น กับปิดตอนท้ายจากคนละมุมมอง ทำให้สุดท้ายคนดูเก็ตว่าต่างคนก็ต่างตั้งคำถามเหมือนกัน internet films ต้องมีความแหลมออกมาถึงจะเวิร์ค

พัฒนาตัวเองด้วยการเสพสื่อใหม่ๆ

ยู: ทุกวันนี้พัฒนาตัวเองยังไงบ้าง

เบนซ์: ต้องขยายขอบเขตความรู้เราออกไป อ่านอะไรที่ไม่เคยอ่านอย่างเช่นนิยายเซเว่นเช่น คนโคบาล เย่อกับปลา พระเกจิ อาจารย์ต่างๆ ลองดูว่าเป็นยังไง ทุกวันนี้ยังอยากรู้เลยว่าปลุกเสกเดี่ยวกับปลุกเสกหมู่ต่างกันยังไง

วิชัย: มีอ่านการ์ตูน 5 บาทบ้าง ถ้าสนุกก็จะซื้อกลับมา ดูอะไรที่ไม่คิดว่าปกติจะดู อย่างวันก่อนเพิ่งดูคลิปของฝรั่งที่เค้ารีวิวปืนกล ดูแล้วก็สงสัยนะว่ามันจะมีปืนกลติดบ้านเอาไว้ทำไม


ช่วง Q&A

มีวิธีรับมือกับลูกค้าที่มักจะบอกว่าไอเดียของเรายังไม่ดี ไม่ตรง key message ที่ลูกค้าต้องการยังไง?

วิชัย: ลูกค้าก็จะมี key message แบบนึง ในขณะที่ฝั่งเราก็จะมีจุดยืนในการทำคอนเทนต์ พยายามอย่ากระโจนเข้าไปตามลูกค้ามากจนเกินไป จนเราโดนอัดเละ คงจุดยืนของเราไว้ และพยายามขยายขอบเขต key message ของลูกค้าให้ครอบคลุมมาถึงฝั่งเรา ขยายจักรวาลเค้าออกมา อยู่ในสังเวัยนของเรา แล้วหาให้ได้ว่าจุดยืนของเราเกี่ยวกับลูกค้ายังไง

ทำยังไงให้เข้าถึงลูกค้าได้หลากหลายมากขึ้น?

เบนซ์: สร้างฐานลูกค้าของเราให้ได้ก่อน

วิชัย: ลองเอาสถิติที่ผ่านมาเกี่ยวกับ engagement + สถิติที่จะเป็นไปได้ในอนาคตไปนำเสนอลูกค้า ดูลักษณะของลูกค้าที่น่าจะซื้อเรา อาจสังเกตจากผลงานเก่าๆ หรือพรีเซนเตอร์ที่เค้าเลือกใช้
เบนซ์: ผลงานเก่าๆของเราก็เอาไปเสนอได้ ให้เห็นว่า mood เป็นยังไง

ถ้าปล่อยคลิปแล้วไม่เวิร์ค มีดราม่าออกมา จะป้องกันยังไง?

เบนซ์: ก่อนปล่อยเราดูหลายรอบมากครับ ดูแล้วดูอีกโดยหลายๆคน ว่ามันมีช่องอะไรให้โดนเล่นได้บ้าง สกรีนกันหนักมาก

วิชัย: เริ่มตั้งแต่คิดบทเลย เราไม่ได้ต้องการจะพาตัวเองไปที่แบบนั้นอยู่แล้ว อย่างเช่นโปรเจคถุงยางที่ให้ดูดเสียงออก แต่ลูกค้าบอกไม่เป็นไรใส่ไปเลย เราก็ลุยไปด้วยกัน แบกรับความเสี่ยงด้วยกันทั้งคู่ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ไม่เหนือความคาดหมายเท่าไหร่

เขียนหนังสืออยู่ก็หลายเล่ม แต่ก็ไปไม่พ้นจากเนื้อหาเดิมๆเลย หาไอเดียยังไง?

เบนซ์: มองว่างานเขียนเป็น hobby ลองทำหลายๆอย่างๆ แต่ก็ต้องรู้สึกรักกับมันด้วย ไม่ต้องกลัวว่าเขียนแล้วจะไม่มีคนอ่าน

วิชัย: ตั้งโจทย์ของแต่ละเล่มและจริงใจกับมันเช่นเล่มแรกจะเขียนเกี่ยวกับญี่ปุ่นนะ แต่เขียนแบบไปครั้งแรกไม่รู้อะไรเลย เล่มสองจะเขียนญี่ปุ่นเหมือนเดิมแต่เล่าเรื่องอีกแบบ จะเห็นว่าทุกวันนี้หนังสือเกี่ยวกับญี่ปุ่นก็ยังขายได้ เพราะเล่าเรื่องคนละอย่างกัน
แต่สุดท้ายแล้วก็จะมีทีมบ.ก.ที่คอยสนับสนุนเราอีกที ก็คุยกันให้ชัดว่าแต่ละเล่มอยากได้ไปในทิศทางไหน ถ้าหลุดแล้วทีมงานก็ช่วยตักเตือนกัน

งานเขียนเป็นตัวของตัวเองแค่ไหน ควรสร้างตัวตนขึ้นมาอย่างไร?

วิชัย: เราโชคดีที่คาแรคเตอร์หนังสือกับตัวเองเหมือนกัน แต่ก็มีบางคนที่งานเขียนกับตัวตนเป็นคนละคน แต่มองว่าก็เป็น product ที่สร้างมูลค่าให้กับเราได้

เบนซ์: ส่วนตัวเขียนเล่าอะไรที่เป็นตัวเอง เปลือยตัวเองอยู่แล้ว

วิชัย: ถ้าทำแล้วสบายใจ ก็ดี ก็ทำ ถ้าฝืนก็อย่าทำ

ข้อคิดถึงบล็อกเกอร์

เบนซ์: เวลาเขียนคิดในมุมคนอ่านว่าเค้าอยากรู้อะไร ควรพูดด้วยท่าทีแบบไหน คิดถึงคนอ่านเยอะเยอะ

วิชัย:ตอนแรกผมอยากทำบล็อกอุ่นๆ แบบสบายๆ แต่ทำแล้วมันไม่ใช่ มาสายดาร์คมันกว่า ไม่มีใครชอบแต่เราชอบ มันก็อยากทำต่อ อยากให้ลองทำหลายๆแนว บริหารสไตล์ของตัวเองดู เผื่อมันเวิร์คก็ได้ไอเดียที่จะทำกับมันในระยะยาวต่อไปได้

Blogger’s Bootcamp Week 1 ยังไม่จบเพียงเท่านี้ โปรดติดตามช่วงที่ 2 ในหัวข้อ  “การสร้างเอกลักษณ์และตัวตนผ่านเรื่องราวรอบตัว” โดยคุณบี อภิชาติ ขันธวิธี จาก HR – The Next Gen

ส่งต่อเรื่องนี้ให้เพื่อน

Comments