เมื่อบล็อกเกอร์ต้องดีลงานกับเอเจนซี

Blogger Bootcamp Week 3 เข้าสู่หัวข้อการดีลงานกับเอเจนซี ที่น่าจะให้ข้อคิดกับตัวบล็อกเกอร์เอง และคนทำงานฝั่งเอเจนซีด้วยเหมือนกัน วิทยากรครึ่งแรกที่มาให้ข้อคิดกับเราในวันนี้คือบิวตี้บล็อกเกอร์ ป้าพิม มด CinnamonGal และไนท์ ภูมินทร์

วางคาแรคเตอร์ตัวเองยังไงให้ได้งาน

พิม: เริ่มตั้งแต่การทำช่อง youtube ด้วยความชอบและเป็นตัวเองล้วนๆ จนมีเอเจนซีติดต่อมา ตอนแรกก็งงว่าวงการนี้มียังงี้ด้วยเหรอ กังวล ไม่แน่ใจว่าจะทำตามที่เค้าคาดหวังได้มั้ยด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายก็ทำออกมาได้ดี และทำต่อมาเรื่อยๆ การวางคาแรคเตอร์คือไปให้ถึงจุดที่ว่าพอคนเห็น product ชิ้นนี้แล้วต้องนึกถึงเรา ว่าเราน่าจะชอบ หรือเราต้องลอง

มด: เริ่มตั้งแต่ปี 47 ตั้งแต่คนไม่รู้จักคำว่าบล็อกเกอร์ เขียนทุกเรื่องตั้งแต่การทำขนม จนมาถึงเรื่องความสวยความงาม จนกระทั่งเป็นเมมเบอร์ของเครื่องสำอางหลายเคาน์เตอร์ แล้วเค้าเห็นเราใช้สินค้ามานานเลยติดต่อให้เราไปสอนแต่งหน้า แบบเพื่อนสอนเพื่อน ปกติแล้วไม่เคยหางานเลย เพราะงานจะวิ่งมาเองตลอด อยากได้อะไรต้องหว่าน ต้องลงมือทำ สิ่งที่ขัดขวางความสำเร็จของเราคือความคิดของตัวเอง มัวแต่รออุปกรณ์ รอแสง รอไฟ ไม่ได้ทำอะไรสักที

ไนท์: เริ่มจากการเป็นนักข่าวบันเทิง อยากเล่าประสบการณ์ด้านอื่นที่ไม่ได้ลงข่าว ต่อมาเริ่มเขียนเรื่องท่องเที่ยวเพราะรู้สึกว่ารูปหรือวิดีโอที่เดิมเก็บไว้ดูเอง ถ้ามันเป็นประโยชน์กับคนอื่นได้ก็ดี และเราเป็นคนดูแลตัวเองด้วยก็เขียนเกี่ยวกับการดูแลตัวเอง อย่างหนึ่งที่ควรจะมีคือความสม่ำเสมอ หรือความขยันนั่นเอง

ถ้าเราอยากโดดเด่นแล้วมีหน้าตา หรือมีคาแรคเตอร์มันก็ง่าย แต่ถ้าจะขายคอนเทนต์ คอนเทนต์ก็ต้องเจ๋งจริงๆ ถ้าเราอยากเป็นผู้นำ เราก็ต้องไปไกลกว่าการเป็นผู้ตาม อย่างเช่นการรีวิวของไนท์เอง คอนเทนต์ท่องเที่ยวตรงๆมันน่าเบื่อ เร็วๆนี้เลยทำคอนเทนต์ How to get xxx when you travel ซึ่งเอเจนซีมาเห็นก็เข้าใจว่าเรา expert แต่เราก็ไม่ล่อแหลม

เมื่อมีแบรนด์หรือเอเจนซีติดต่อเข้ามาเรารับมือยังไง

พิม: ปกติการติดต่อจะส่งเมล์ ตั้งแต่ต้นจนจบ เก็บเป็นรายละเอียดว่าเป็นสินค้าอะไร มีไทม์ไลน์เป็นยังไง การทำงานจะเป๊ะมาก เพราะจะเข้าระบบสรรพากร รายละเอียดต้องชัดเจน ใครๆก็อยากทำงานกับคนที่ทำงานง่าย เอเจนซีคือคนที่อยู่ตรงกลางคอยรับหนังหน้าไฟกับลูกค้า ถ้าเราชักช้างานเค้าก็เสีย ถ้าเราผลงานดีก็เป็นความสัมพันธ์นี้ก็สานต่อกับงานต่อไป

มด: ส่วนตัวชอบติดต่อกับแบรนด์โดยตรงมากกว่า เพราะรู้ว่าต้องการอะไรแน่ เรื่องเอกสารสำคัญมาก เพราะบางทีแบรนด์หรือเอเจนซีไปยื่นหักภาษี ณ ที่จ่ายโดยที่ไม่ได้บอกเราก็มี

แล้วคิดราคากันยังไง

ไนท์: ราคาบล็อกเกอร์เหมือนราคาพระเครื่องเลย คือมันมีราคาตลาด แต่ถ้าสนิทกันทำงานง่ายก็ลดให้ได้ เราประเมินจากผลงานของเราแล้วก็มีแพคเกจให้เช่น Full Review ลงทุกช่องทาง มีบูสโพส เรทนึง โพสลงเว็บอย่างเดียวเรทนึงเป็นต้น

บางคนเสียงานเพราะเอเจนซีมาแล้วก็มี อย่างเช่นเราบอกราคา 50 เอเจนซีไปบอกแบรนด์ 100 แบรนด์ก็ติดภาพไปแล้วว่าเราแพง ถ้าถามได้ถามเลยว่าเค้าบวกจากเราไปเท่าไหร่ แล้วเราเสนออะไรให้ได้บ้าง

พิม: เหมือนการซื้อของตลาด ลองดู reaction ว่าเค้า หึ้ย เฮ้ย กับเรทราคาที่ให้ไปมั้ย ถ้าเค้าติดต่อกลับมาแสดงว่าเค้าอยากได้จริง

บางทีก็ถามกลับไปเลยว่ามี budget ให้เท่าไหร่ แล้วค่อยบอกว่าพิมทำอะไรให้ได้บ้าง บางทีถ้างบน้อยเราก็ทำให้ฟรีได้ ถ้าเราอยากทำอยากลอง

มด: เราจะขอคุย scope งานก่อน ทั้งแบรนด์และเอเจนซีเรทราคาเดียวกัน ถ้าต่อรองราคา เราก็แถมนั่น แถมนี่ เช่นโพสลงช่องทางอื่นอย่าง twitter ให้ด้วย

เมื่อเจอสินค้าไม่ตรงกับแนวของตัวเองเข้ามาติดต่อ

มด: มดไม่รับเลย อย่างเช่น skin care ที่กวนขายกันเอง คือคุณภาพต้องมาก่อน ถ้าเราเห็นแล้วเราไม่อยากลอง ถ้ารู้สึกตัวเองไม่ใช้แน่ๆ เราไม่รับเลย

พิม: สำหรับพิมจะถามกลับไปก่อนว่า ทำไมถึงเลือกเรา เผื่อเค้าอาจจะมีเหตุผลของเค้า ถามไปว่ามี position ยังไง ถ้าพิมรับงานนี้ไป ลูกค้า แบรนด์ และพิม จะวินวินมั้ย ไม่ใช่แค่ว่าเรากับแบรนด์วินกัน แล้วคนที่ติดตามเราล่ะได้อะไร?

ต้องเข้าใจว่าการปฏิเสธไปเลย ก็เท่ากับเสียโอกาส เราต้องให้โอกาสคนทำงานด้วยว่าเค้าคิดอะไร เตรียมตัวมายังไง ทำไมถึงเลือกเรา บางคนเค้าก็เตรียมตัวมาดีนะ ก็มีเหตุผลที่เรามองไม่ออกเหมือนกัน

ไนท์: มีสองรูปแบบที่ไนท์จะไม่รับเลย คือสินค้าไม่น่าเชื่อถือ บอกไม่ได้ว่าเป็นสินค้าอะไร ขายที่ไหน บางที่จะติดต่อมาแบบสินค้าจะรู้ในอีก 3 เดือนข้างหน้า อ้าว แล้วจะรู้ได้ไงวะ เกิดเป็นครีมนวดกระปู๋ขึ้นมาจะทำยังไง
กับแบบที่สองคือคนติดต่อไม่ทำการบ้าน โทรมาถึงไม่แนะนำตัว บอกสวัสดีค่ะมาติดต่องานรีวิวขอเรทราคากันดื้อๆ แบบนี้ก็มี เอเจนซี่ติดต่อมาแล้วถามว่าเฟซบุ๊กเราชื่ออะไรก็มี

ก็ได้คำแนะนำดีๆกันไปสำหรับการทำงานกับเอเจนซี ทั้งสามท่านยังฝากเอาไว้ว่าคนที่เป็นแบรนด์หรือเอเจนซี่ ควรศึกษาข้อมูลของตัวบล็อกเกอร์และสรุปรายละเอียดงานให้ชัด เพราะไม่ว่าตัวบล็อกเกอร์เองหรือเอเจนซีก็ต้องการดีลงานกับคนที่ทำงานด้วยกันง่าย ทำแล้วสบายใจด้วย

เข้าสู่ช่วงที่สองเป็นการแชร์ประสบการณ์โดยคุณโคดดี้แห่งเสือร้องไห้

เสือร้องไห้เริ่มต้นมาได้ยังไง

  • เริ่มต้นด้วยความสนุก อยากทำอะไรใหม่ๆ ให้ใหม่กว่าการสอน how to หรือการทำคลิปวิดีโอธรรมดา เราเป็นคนจริงจัง ทำอะไรเต็มที่ ทำให้สุด อยู่ๆก็ลงเงินแสนทำคลิปออกมา คือคลิปนี้ โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าจะได้อะไร

  • ตอนเริ่มต้นคือพังก่อน มีเงินเข้ามาแต่ทำอะไรไม่ได้ ไม่รู้จะทำยังไง เพราะเราเริ่มจากการล้อเพลง ก็จะมีคอนเทนต์เพลงมาให้ล้อเลียนตลอด ก็ยังไม่เห็นแนวทางเท่าไหร่ว่าจะไปยังไงต่อ
  • พอเราเริ่มทำอะไรสนุกๆ ไม่ได้มีแต่คนดูที่สนุก เอเจนซีก็สนุกไปกับเราด้วย
  • ต้องทำให้เอเจนซีดูว่าเราเป็นคนยังไง ทำงานแนวไหน คือทำให้เค้าได้ไอเดียใหม่ๆ จากตัวเรา แบบเห็นเราปุ๊บก็ได้ไอเดียเลยว่าจะเป็นงานแนวไหน
จุดแข็งของเราคือเรารู้จักปฏิเสธ อันไหนที่คิดว่าออกมาไม่ดี เราไม่ทำ อดเปรี้ยวไว้กินหวานดีกว่า

เจาะกลุ่มเป้าหมาย

  • เป็นเรื่องธรรมดาเวลายิ่งทำงานเฉพาะทางเท่าไหร่ กลุ่มคนก็จะมาน้อย
  • เช่นหากเราทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการพัตต์กอล์ฟ คนมาตามก็จะเป็นคนตีกอล์ฟ แต่ถ้าเราโยงไปว่า เราไปพัตต์กอล์ฟที่รีสอร์ทไหนดี อาหารเช้าก่อนไปดีกอล์ฟควรเป็นอะไร เราก็จะขยายกลุ่มเป้าหมายของเราให้ใหญ่ขึ้นได้
  • ลักษณะคอนเทนต์ของเสื้อร้องไห้ ง่ายๆเลยคือ คนดูได้ ไม่หยาบคายมาก เพราะเราไม่ใช่คนหยาบ
  • แต่เราก็ไม่ใช่คนตลก เราแค่เป็นคนอารมณ์ดี เล่นกัน อำกันสนุกๆ มากกว่า

ทำงานให้สนุก

  • เวลาคุยกัน 4 คนก็ยังหัวเราะกันเหมือนเดิม ลูกค้าที่เข้ามาเหมือนเป็นเพื่อน ถ้าเพื่อนใหม่จะมาเข้าวงก็ต้องเข้าใจว่าเราเป็นยังไง
  • ความสนุกของพวกเราคือการสังเกตสิ่งรอบตัว มองว่าคนอื่นทำอะไร อย่าเช่นงานประเภทของตากล้อง เราสังเกตเพื่อนตากล้องว่าเค้าก้อมีมุมตลกของเค้า แล้วก็จับไอเดียมาทำเป็นผลงาน คนดูอาจจะไม่เยอะ แต่เชื่อว่าคนดูที่เป็นตากล้องได้ดูหมด
  • ถ้าเราคิดลบมันลบหมด เราสนุกกับทุกอย่าง สนุกกับฝนตก สนุกกับรถติด พอเราเจอใคร เราก็อยากคุย อยากรู้ไปหมดว่าเค้าทำอะไร
  • มันเป็นผลดีในแง่ธุรกิจด้วย เพราะจะชอบคิดว่าลูกค้าจะได้อะไร จะถูกพูดถึงยังไง
  • เวลากลับไปมองผลงานตัวเอง แล้วก็มีความสุข
  • เวลาทำคอนเทนต์ จะไม่วางบอร์ดเลย มีแต่ story line เป็นข้อๆ มันมาจากนิสัยเล่นกันอำกันไปเรื่อย ยกเว้นโฆษณาที่ต้องวางบอร์ดหน่อย
  • เวลาทำโฆษณา คนเมื่อก่อนจะมองว่างานทางทีวีไม่เวิร์ค เอา online มาช่วยหน่อย แต่สำหรับสมัยนี้ต้องคิดคู่กัน ต้องหาว่าทีวีกับออนไลน์เชื่อมกันยังไง แล้วจะสื่ออะไรให้คนดู
  • ล้านวิวที่ดีคือ organic เกิดจากการคนแชร์คนชอบ แต่ถ้าเป็นงานที่ดูแล้วสื่อความเข้าใจจบในตัวเอง ก็ไม่จำเป็นว่าต้องแชร์กันเปรี้ยงปร้าง แค่คนดูได้ก็พอแล้ว
  • ก็มีบางทีที่ทำงานออกมาแล้วไม่ปัง ก็เก็บไว้เป็นตัวอย่างไม่ทำอีก ลูกค้าก็เข้าใจเพราะเรารับความเสี่ยงร่วมกัน

ดีใจที่เราเป็นเพื่อนสนิทกัน 4 คน ทำงานด้วยกัน ก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่

ทุกอย่างมีมุมให้เล่า

  • เวลาเจอสินค้าไม่ตรงแนว ถ้าไม่ตรงก็ไม่รับ แต่บางอย่างมันก็ปรับได้ แค่เล่าคนละมุม
  • เช่นถ้าให้เราขายเครื่องสำอาง กลุ่มเราเป็นผู้ชายกันหมด ให้ไปขายว่ามันดียังไงคงไม่ได้ แต่เราจะเล่าในทางเรา เช่น เจอคนหน้าลอยในออฟฟิศทำยังไง เจอแฟนไม่แต่งหน้าเป็นยังไง
  • อย่ามองว่าเด็กรุ่นใหม่เข้ามาแย่งงานเรา มาแข่งกับเรา ทุกวันนี้เจอใครก็จะบอกว่าเคยดูนะ ชอบนะ มาช่วยกันทำดีกว่า ถ้ารอดเราก็รอดกันหมด เหมือนย่านเยาวราชอ่ะ ช่วยกันซื้อ ช่วยกันขาย ช่วยกันโต รอดก็รอดไปด้วยกัน

สุดท้ายนี้คุณโค้ดดี้ยังฝากไว้ด้วยว่าถ้าอยากเป็นเหมือนเสือร้องไห้ก็ทำเลย เอาแต่อยากเป็นแล้วไม่ทำก็เป็นไม่ได้หรอก

และก็ถึงคราวจบ Blogger Bootcamp Week3 แต่เพียงเท่านี้ อย่าลืมติดตามกันต่อในสัปดาห์หน้าซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายนะครับ

 

ส่งต่อเรื่องนี้ให้เพื่อน

Comments